วันพฤหัสบดีที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

ใบอนุญาตโรงงานไฟฟ้าจากธรรมชาติ โดย ดร.สมัย เหมั่น


วิธีการขออนุญาตโรงงานไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ โดย ดร.สมัย เหมมั่น


ผมขอสนับสนุนพลังงานทดแทน ถ้าคุณอยากรู้ผมมีคำตอบ

โดย ดร.สมัย  เหมมั่น
maikub01@yahoo.com 


คำแนะนำการยื่นคำขอรับใบอนุญาตผลิตพลังงานควบคุม

                        เนื่องจากพระราชกฤษฎีกากำหนดพลังงาน พ.ศ.2536  (ออกตามพระราชบัญญัติการพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน พ.ศ.2535)  กำหนดให้พลังงานไฟฟ้าซึ่งมีขนาดการผลิตรวมของแต่ละแหล่งผลิตตั้งแต่  200  กิโลโวลต์แอมแปร์ขึ้นไป เป็นพลังงานควบคุม

                        และเนื่องจากพระราชกฤษฎีกากำหนดประเภท ขนาด และลักษณะของกิจการพลังงานที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2552  (ออกตามพระราชบัญญัติการประกอบกิจการพลังงาน พ.ศ. 2550)  กำหนดให้กิจการผลิตไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตรวมของแต่ละแหล่งผลิตต่ำกว่าหนึ่งพันกิโลโวลต์แอมแปร์จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องขอรับใบอนุญาตการประกอบกิจการพลังงานกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.) 

                        ดังนั้นผู้ที่มีการผลิตไฟฟ้าซึ่งมีขนาดการผลิตรวมของแต่ละแหล่งผลิตตั้งแต่  200  กิโลโวลต์แอมแปร์ถึง   999    กิโลโวลต์แอมแปร์จะต้องยื่นขออนุญาตกับกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.)  ซึ่งตั้งอยู่เลขที่   17   ถนนพระรามที่ 1   เขตปทุมวัน  กรุงเทพฯ  10330  (อาคาร 6  ชั้น 7)โทร  0 2226 1827,  0 2226 1379    โทรสาร  02 225 9739    

                        และกิจการผลิตไฟฟ้าที่มีกำลังการผลิตรวมของแต่ละแหล่งผลิตตั้งแต่หนึ่งพันกิโลโวลต์แอมแปร์ขึ้นไปจะต้องยื่นขออนุญาตกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สกพ.)   ซึ่งตั้งอยู่เลขที่   319   อาคารจัตุรัสจามจุรี  ชั้น 19   ถนนพญาไท   เขตปทุมวัน  กรุงเทพฯ  10330  โทร  0 2207 3599  ต่อ  621   โทรสาร  02 207 3502    

อนาคตที่สดใสของพลังงานแสงอาทิตย์

  Bright Future for Solar Energy                                      A chance for the environment:Efficient energy systems

           “เพราะนาโนเทคโนโลยี ทำให้การผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นและ อยู่บนต้นทุนการผลิตต่ำสามารถเป็นไปได้ ด้วยความร่วมมือของสองหน่วยงานภายใต้ สถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติสวิส ณ เมืองโลซานน์ (Swiss Federal Institute of Technology in Lausanne: EPFL) ที่เป็นศูนย์วิจัยการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ชั้นนำของโลก”



           ผนังภายในสถาบันไมโครเทคโนโลยี (Institute of Microtechnology: IMT) ในนูชาแตล (Neuchatel) ถูกปกคลุมไปด้วยแผงเซลล์แสงอาทิตย์ที่ทำจากหลากหลากวัสดุที่มีขนาดและสีแตกต่างกัน ซึ่งมีทั้งติดตั้งแบบถาวรและเคลื่อนย้ายได้ เพื่อแสดงคุณสมบัติของระบบพลังงานที่วิจัยโดยห้องปฏิบัติการโฟโตโวลแทอิกและอิเล็กทรอนิกส์ฟิล์มบาง (Photovoltaics and Thin Film Electronics Laboratory: PV LAB) ที่ IMT โดยหลังคาของอาคารห้องปฏิบัติการแห่งนี้จะเป็นอุปกรณ์ที่มีเซลล์ซิลิกอนเพื่อทำการวิจัยเกี่ยวกับการให้พลังงานไฟฟ้า

           PV LAB อยู่ภายใต้สังกัดของ EPFL ตั้งแต่ปี 2009 โดยเป็นหน่วยงานวิจัยพื้นฐานและพัฒนาเทคโนโลยีโฟโตโวลแทอิก (photovoltaic) สำหรับการใช้งานคอนกรีต ซึ่งผู้อำนวยการ คลิสโตเฟอร์ เบลลีฟ (Christophe Ballif) กล่าวว่า "เป้าหมายของเราคือ การเสนอทางเลือกใหม่อีกครั้งเพื่อความพึงพอใจจากแหล่งพลังงานแบบเดิม โดยเราต้องการที่จะสร้างความเป็นไปได้ในการผลิตไฟฟ้าต้นทุนต่ำที่มีคุณภาพสูงจากพลังงานแสงอาทิตย์ เพื่อลดความต้องการใช้พลังงานสีเทา(Grey energy1) ในการผลิตวัตถุดิบ และลดการใช้สารพิษ"

           การเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์ซิลิกอน การแปลงแหล่งจ่ายพลังงานไร้ขีดจำกัดของแสงแดดเป็นไฟฟ้าอยู่ในเซลล์ซิลิกอนเป็นสิ่งที่ดี แต่การใช้พลังงานแสงอาทิตย์จะสมดุลดียิ่งขึ้นได้ด้วยการลดการบริโภคสิ่งที่เกี่ยวข้องกับการเพิ่มการใช้พลังงาน และลดราคาระบบไฟฟ้าเซลล์แสงอาทิตย์ในตลาดลง ซึ่งต้องขอขอบคุณนาโนเทคโนโลยีและนักวิจัยมากความสามารถในนูชาแตล (Neuchatel) ที่ใช้ซิลิกอนออกไซด์เป็นสื่อกระแสไฟฟ้าแบบโปร่งแสง อย่างซิลิกอนอสัณฐาน (Amorphous silicon2) ที่อะตอมจะไม่รวมตัวกันอย่างสมบูรณ์จึงสามารถนำมาใช้ในการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดฟิล์มบาง (Thin-Film Solar Cells: TFSC หรือ Thin-Film Photovoltaic cell: TFPV) ที่มีความยืดหยุ่นได้"

           ภายใต้การบริหารของคลิสโตเฟอร์ เบลลีฟ (Christophe Ballif) นี้ ศาสตราจารย์ อาร์วินด์ ชาฮ์ (Prof. Arvind Shah) ของ PV LAB ค้นพบว่า ไมโครคริสตัลไลน์ซิลิกอน (microcrystalline silicon) หรือ นาโนคริสตัลไลน์ซิลิกอน (nanocrystalline silicon) เหมาะสำหรับโฟโตโวลแทอิก (photovoltaic3) เนื่องจากมีเส้นผ่าศูนย์กลางของผลึกน้อยกว่า 1 ใน 1,000,000 ส่วนของเมตร โดยใช้การรวมของอสัณฐาน (amorphous) และเซลล์ไมโครคริสตัลไลน์ซิลิกอนที่จะเพิ่มประสิทธิภาพได้ด้วยการฉายแสงสเปกตรัม โดยซิลิกอนอสัณฐานจะดูดซับแสงสีน้ำเงินและสีเขียว ในขณะที่ไมโครคริสตัลไลน์ซิลิกอนดูดซับรังสีอินฟาเรดไว้ และด้วยการอาศัยเทคโนโลยีนี้บริษัท เออร์ลิคอน โซลาร์ (Oerlikon Solar) จึงสามารถสร้างระบบการผลิตสำหรับ "micromorph" ที่เป็นโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ได้ในปี 2007"


           ขณะนี้ PV LAB กำลังอยู่ในขั้นตอนของการพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ที่รวมอสัณฐาน (amorphous) และซิลิกอนผลึกเดี่ยว (monocrystal silicon) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพขึ้นร้อยละ 20 หรือมากกว่านี้ แม้ว่าการผลิตจะมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้นก็ตาม แต่ IMT ก็ได้เปิดศูนย์เทคโนโลยีในนูชาแตล (Neuchatel) ในปี 2008 เพื่อหวังที่จะสามารถเข้าสู่ตลาดเทคโนโลยีเช่นกับบริษัทสัญชาติเยอรมันอย่างบริษัทรอธ แอนด์ เราค์ (Roth & Rau) ซึ่งเป็นบริษัทผู้จัดจำหน่ายที่มีชื่อเสียงระดับโลกในระบบการเคลือบผิวและสายการผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ทั้งหมด"

            การทดสอบภายใต้สภาวะที่รุนแรง "ความท้าทายก็คือ การผลิตวัสดุที่มีระดับของความแม่นยำในช่วงนาโนเมตรทีเหมาะสมสำหรับการใช้พื้นผิวหลายตารางเมตร" คลิสโตเฟอร์ เบลลีฟ (Christophe Ballif) กล่าว ในห้องปฏิบัติการของเขา ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากทำงานกับเครื่องจักรที่ดูราวกับหลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์ที่สามารถสร้างวัสดุที่มีชั้นผิวบางมาก หรือแม้แต่สามารถใส่เซลล์แสงอาทิตย์ไว้ได้ในแค็ปซูล ซึ่งเน้นเพื่อมุ่งที่จะปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและวัสดุทุกชั้นให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้เกี่ยวกับอินเตอร์เฟซและการพัฒนาโครงสร้าง รวมถึงกระบวนการใหม่ๆ อีกด้วย และเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์เหล่านี้ PV LAB ได้ผลิตตัวอย่างการวัดที่มีขนาดเพียงไม่กี่ตารางเซนติเมตรและแบบทดสอบเพื่อใช้ในการจำลองผลการทดลองที่น่าเชื่อถือโดยละเอียดยิ่งขึ้น"


            "เราควบคุมเซลล์แสงอาทิตย์กับชุดข้อมูลตามค่าใช้งานจริงในการทดสอบเพื่อให้มั่นใจว่า เซลล์แสงอาทิตย์สามารถทำงานได้ภายใต้เงื่อนไขสุดหินในโลกแห่งความจริง เนื่องจากบริษัทผู้ผลิตต้องการรับประกันอายุการใช้งานสำหรับโมดูลเซลล์แสงอาทิตย์ 25 ปี"คลิสโตเฟอร์ เบลลีฟ (Christophe Ballif) กล่าว

             ความหลากหลายของการใช้งานในทางปฏิบัติ การพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ในนูชาแตล (Neuchatel) ที่ใช้สำหรับการติดตั้งบนหลังคาและหน้าตึกในโรงไฟฟ้า หรือแม้แต่ในสถานที่เปิดโล่งอย่างสวนสาธารณะ ทะเลทราย ฯลฯ โดยในส่วนของโมดูลฟิล์มบางสามารถนำมาใช้เป็นพลังงานในนาฬิกาและนาฬิกาข้อมือได้ ซึ่งรูปแบบของอุปกรณ์ยังสามารถนำไปใช้ในหน้าจอแบน LCD เส้นใยแสง และรังสีในเซ็นเซอร์ตรวจจับพิเศษสำหรับอิเล็กตรอนและรังสีเอกซ์ นอกจากนี้เพื่อย้ำถึงการแพร่กระจายอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำเหล่านี้ ยังสามารถเห็นได้จากตัวเลขที่ PV LAB ได้ลงนามในความร่วมมือกับอุตสาหกรรมและบริษัทต่างๆ ที่เริ่มต้นขึ้นด้วยบริษัทเออร์ลิกอน โซลาร์ (Oerlikon Solar) บริษัทเฟซเซลล์ (Flexcell) ในอีเวอร์ดอน เมืองโว (Yverdon, canton of Vaud) และบริษัทรอธ แอนด์ เราค์ (สวิตเซอร์แลนด์) จำกัด (Roth & Rau Switzerland) นอกจากนี้ PV LAB ยังได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาแผงเซลล์แสงอาทิตย์สำหรับเครื่องบินแสงเบอร์เทรด พิคคาร์ด (Bertrand Piccard) ของบริษัทโซลาร์อิมพัลส์ (Solar Impulse) อีกด้วย"

     

            "เราเชื่อว่าด้วยนาโนเทคโนโลยี เราจะสามารถสร้างความก้าวล้ำสำคัญที่จะให้บรรลุผลของการจัดหาพลังงานอย่างยั่งยืนได้" ฮันส์ ฮอร์สบั่ค (Hans Hosbach) หัวหน้าการจัดการของเสีย (head of the FOEN Waste Management) แห่งสำนักงานสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ (Federal Office for the Environment: FOEN) กองสารเคมีและเทคโนโลยีชีวภาพ (Chemicals and Biotechnology Division) กล่าว "ในบางเมืองทางตอนใต้ที่ได้รับแสงแดดมากนั้น การแข่งขันในการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้เริ่มมีให้เห็นแล้ว ซึ่งในสวิตเซอร์แลนด์นี้ เราประสบความสำเร็จในการเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์และลดวัสดุที่ใช้ในการบริโภคได้อย่างรวดเร็ว และในไม่ช้านี้ค่าใช้จ่ายของพลังงานแสงอาทิตย์จะตกอยู่ในทิศทางเดียวกับค่าใช้จ่ายของพลังงานจากแหล่งพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป" และนอกจากนี้ยังนำไปใช้กับการพัฒนาวัสดุเบาแต่มีความแข็งแรงสำหรับกังหันลม ในการช่วยลดปัญหาของสิ่งแวดล้อมที่เลวร้ายอย่างในปัจจุบันให้บรรเทาเบาบางลงได้ เช่น มลพิษทางอากาศทั่วโลกอันเนื่องมาจากการผลิตไฟฟ้าของโรงไฟฟ้าถ่านหินและน้ำมัน มลพิษของชั้นบรรยากาศโดยก๊าซเรือนกระจก และการกำจัดของเสียจากสารกัมมันตรังสีของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

            Grey engery คือ พลังงานที่ได้จากฟอสซิล (Fossil fuels) เช่น ก๊าซธรรมชาติ น้ำมันดิบ และ ผลผลิตที่ได้จากการแปรรูปน้ำมันดิบ เป็นต้น  
          2    Amorphous silicon (a-Si or α-Si) คือ ซิลิกอนอะมอฟัส เป็นอัญญรูปไร้ผลึกของซิลิกอนที่สามารถเปลี่ยนรูปเป็นฟิล์มบาง (Thin Film) ที่อุณหภูมิต่ำ ซึ่งใช้มากในการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์
         3    โฟโตโวลแทอิก (Photovoltaics) คือ การเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์เป็นพลังงานไฟฟ้า โดยอาศัยคุณสมบัติของวัสดุกึ่งตัวนำ

การจำลองการสังเคราะห์แสง ในความคาดหวังอันยิ่งใหญ่นี้ คือความพยายามที่จะเลียนแบบการสังเคราะห์แสงโดย ไมเคิล แกรตเซล (Michael Gratzel) ผู้ประดิษฐ์เซลล์แสงอาทิตย์สีย้อมไวแสง4 (dye-sensitesed solar) ทิ่สร้างชื่อให้แก่ทีมวิจัยของเขาที่ห้องปฏิบัติการโฟโตโวลแทอิกและการเชื่อมต่อ (Laboratory of Photonics and Interfaces: LPI) ที่ EPFL ด้วยการสกัดก๊าซไฮโดรเจนจากน้ำโดยตรง และการพัฒนาแบตเตอรี่ลิเธียมประสิทธิภาพสูง และยังมีการวิจัยเซลล์แสงอาทิตย์ที่สามารถแปลงพลังงานที่มีอยู่ในแสงแดดเป็นไฟฟ้าได้ด้วยการใช้สีย้อมธรรมชาติ"

 





            “จากการเลียนแบบธรรมชาติ หรือจะพูดให้ตรงกว่าก็คือกระบวนการสังเคราะห์แสงในพืชสีเขียวนั้น เราประสบความสำเร็จในการพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ที่ดูดซับแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ไมเคิล แกรตเซล (Michael Gratzel) กล่าว แสงจะถูกเก็บรวบรวมโดยชั้นโมเลกุลพิเศษที่ใช้กับฟิล์มบางออกไซด์ชนิดหยาบมากที่ทำจากผลึกนาโนกึ่งตัวนำ (semiconducting nanocrystals) ซึ่งในลักษณะนี้ จะทำให้เกิดสัดส่วนของการรับแสงที่มองเห็น (visible light) ถูกแปลงเป็นไฟฟ้าได้สูงสุด ซึ่งต้องขอบคุณการผลิตที่มีต้นทุนต่ำจึงทำให้สามารถผลิตเซลล์แสงอาทิตย์ได้ในปริมาณมากที่ใช้งานได้อย่างหลากหลาย และการทำงานเพื่อสิ่งแวดล้อมของเซลล์เหล่านี้ โดยสิทธิบัตรแรกของเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนไว้ในปี 1988"

 


 
           เทคโนโลยีกับการเจริญเติบโตครั้งสำคัญที่อาจเกิดขึ้น วิทยาศาสตร์ได้สร้างความก้าวหน้าที่เยี่ยมยอดของเซลล์สีย้อมไวแสง (dye-sensitised cell) ตั้งแต่วันแรก "เรากำลังทำงานบนโครงสร้างนาโนใหม่ และการย้อมสีที่มีศักยภาพมาก ซึ่งสามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างไม่ยากนัก" ไมเคิล แกรตเซล (Michael Gratzel) กล่าว ดังตัวอย่างเช่น อนุภาคนาโนที่จัดให้เป็นกลุ่มรูปทรงกลมนั้น จะสามารถรวบรวมแสงได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงสามารถเพิ่มความเป็นไปได้ที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าได้มากขึ้น โดย LPI ไม่เพียงแต่ผลิตเซลล์สีย้อมไวแสง (dye-sensitised cell) เท่านั้น แต่ยังได้ทดสอบประสิทธิภาพและความไวแสงของเซลล์สีย้อมไวแสงเหล่านี้ เกี่ยวกับสัดส่วนของคลื่นแสงที่เซลล์สามารถใช้ได้อีกด้วย"

  

            จากการวิเคราะห์โดยบริษัทดิสเพลย์แบงค์ (Displaybank) ซึ่งเป็นบริษัทวิจัยทางด้านการตลาดของเกาหลีใต้ ได้คาดการณ์ว่า การผลิตภาค
อุตสาหกรรมระดับโลกของเซลล์แสงอาทิตย์จะสามารถเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจาก 5 เมกะวัตต์ในปี 2009 ขึ้นเป็น 246 เมกะวัตต์ในปี 2013โดยสามารถ
ประยุกต์ใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งไว้บนหลังคา หน้าต่าง หน้าอาคารต่างๆ เสาไฟฟ้า หรือจะใช้เป็นแหล่ง
พลังงานสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แบบพกพาต่างๆ เช่น เครื่องเล่นMP3 กระเป๋าเป้เดินทาง เต้นท์ เครื่องกรองน้ำ วิทยุ ตู้เย็น โคมไฟยานพาหนะ
ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า และเป็นแหล่งพลังงานแบบพอเพียงสำหรับห้องสุขาชีวภาพ (energy self-sufticient bio-toilet) แต่ประสิทธิภาพของเซลล์แสง
อาทิตย์สีย้อมไวแสง (dye-sensitised solar cell) ก็ยังคงมีขีดจำกัด เนื่องจากถึงแม้เซลล์แสงอาทิตย์สีย้อมไวแสงจะมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเซลล์
ซิลิกอนอสัณฐาน แต่ก็ยังมีประสิทธิภาพน้อยกว่าเซลล์ซิลิกอนผลึกเดี่ยว (monocrystal silicon cells) ซึ่งไมเคิล แกรตเซล (Michael Gratzel) กล่าว
อย่างมั่นใจว่า "ทั้งวัสดุสีย้อมและโครงสร้างนาโนจะยังคงมีการปรับปรุงให้มีศักยภาพมากขึ้น""

            ปัจจุบันในตลาดมีผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ให้พลังงานไฟฟ้าที่อยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีเซลล์ย้อมไวแสงแล้วจำนวนมาก
เช่น ผลิตภัณฑ์ของสหราชอาณาจักรอย่างบริษัท G24 Innovations ที่ผลิตสินค้าภายใต้ใบอนุญาตจากการจดสิทธิบัตรของ EPFIซึ่งโฆษกของบริษัทได้
อธิบายว่า "สินค้านี้เหมาะสำหรับประเทศในแถบแอฟริกาหรืออินเดียที่มีแสงแดดมาก และการไฟฟ้ายังไม่ทั่วถึง"นอกจากนี้ยังส่งผลให้เกิดความ
คืบหน้าในส่วนของการสร้างธุรกิจอีกด้วย อย่างเช่น บริษัทโซลาร์โรนิซ (Solaronix) ที่ออบอนน์ เมืองโว(Aubonne, canton of Vaud) และบริษัทเกรต
เซลล์ (Greatcell) ที่ลูทรี เมืองโว (Lutry, canton of Vaud) โดยการจำหน่ายบานหน้าต่างและองค์ประกอบภายนอกอาคารที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้"
บริษัทเหล่านี้จะสร้างงานขึ้นในท้องถิ่นพร้อมๆ กับการรักษาสิ่งแวดล้อม"ไมเคิล แกรตเซล (Michael Gratzel) กล่าวโดยสรุปว่า "หน้าที่ของเราได้ทำให้
เกิดผลประโยชน์ขึ้นอย่างชัดเจนให้กับมนุษยชาติในการปูทางสำหรับรูปแบบใหม่ของการใช้พลังงานไฟฟ้า""

            โครงการ PEC House และโครงการ NanoPEC จากความร่วมมือระหว่างศูนย์พลังงาน EPFL (EPFL Energy Centre: CEN) และ LPI นี้ยังได้ทำงาน
เกี่ยวกับการพัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดโฟโตอิเล็กโตรเคมิคัล (photoelectrochemical (PEC) solar cell) ที่สามารถแยกน้ำออกเป็นไฮโดรเจนและ
ออกซิเจนบนพื้นผิวของขั้วไฟฟ้า ภายใต้โครงการที่เรียกว่า PEC House ซึ่งมุ่งมั่นที่จะเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการแยกน้ำดังกล่าวด้วยการพัฒนา
วัสดุป้องกันการกัดกร่อนให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นที่จะเป็นผลทำให้ต้นทุนการผลิตลดลง ซึ่งโครงการจะได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานพลังงาน
แห่งชาติสวิส(Swiss Federal Office of Energy: SFOE) และห้องปฏิบัติการแห่งชาติสวิสสำหรับวัสดุวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(Swiss Federal
Laboratories for MaterialsScience and Technology: EMPA) เกี่ยวกับการจัดการองค์ความรู้ และในเร็ว ๆ นี้ PEC House จะเป็นหุ้นส่วนร่วมกับบริษัท
โตโยต้าอีกด้วย"
  
            นอกจากนี้ CEN และ LPI ยังร่วมกันนำโครงการที่เรียกว่า NanoPEC เข้าเป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยยุโรปครั้งที่ 7 (European
research programme: FP7) โดยจุดมุ่งหมายของโครงการคือ การพัฒนาระบบการแปลงพลังงานแสงอาทิตย์รุ่นใหม่ที่สามารถแยกน้ำออกเป็นไฮโดรเจน
และออกซิเจนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการผลิตก๊าซไฮโดรเจนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์เป็นเชื้อเพลิงที่มีศักยภาพและยั่งยืน เพื่อใช้เป็นเซลล์
เชื้อเพลิงในการผลิตความร้อนและกระแสไฟฟ้าได้ต่อไป โดยโครงการ NanoPEC จะวิจัยหลักเซมิคอนดักเตอร์ใหม่สำหรับโครงสร้างนาโน
ซึ่งงานวิจัยนี้ได้เริ่มขึ้นในเดือนมกราคม 2009 และจะสิ้นสุดในอีกสามปีข้างหน้า"

----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------- 

         4    เซลล์แสงอาทิตย์ชนิดสีย้อมไวแสง (Dye-sensitised solar cell) สามารถผลิตไฟฟ้าได้แม้ในสภาพแสงน้อย โดยในการเพิ่มประสิทธิภาพของเซลล์แสงอาทิตย์ชนิดนี้ ผู้เชี่ยวชาญที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งชาติสวิส ณ เมืองโลซานน์ (Swiss Federal Institute of Technology in Lausanne: EPFL) ได้พัฒนาเซลล์แสงอาทิตย์ในห้องปฏิบัติการโดยใช้สีที่แตกต่างกัน ซึ่งสามารถวัดค่าของกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้โดยใช้เครื่องช่วยหายใจขนาดเล็ก

1 ความคิดเห็น:

  1. ขอบพระคุณที่เผยแพร่สิ่งดีๆให้การเรียนรู้การวิจัยพัฒนาด้านโซลาร์เชล ให้สังคมได้รับทราบความก้าวหน้า รู้สึกยินดีและภาค๓ุมิใจการผ,งานขอท่าน นัว่าเป็นผู้บุกเบิกความรู้วิทยาการนี้เพื่อลูกหลานไทย ครับ เอกราช พรหมดีราช ขอนแก่น

    ตอบลบ